Report: Trip to Japan 2

posted on 01 May 2008 10:02 by silfer

กลับมารีพอร์ทกันต่อกับทริปญี่ปุ่นที่ผ่านมาครับ พอดีเอนทรี่ที่แล้วนี่ พิมพ์เสร็จไม่มีตรวจทานอะไรเลย พอกลับมานั่งอ่านหลังโพสท์ไปแล้วก็เพิ่งจะมาสังเกตว่า “ชิบหาย ลืมบอกอย่างที่ 2!!!” อย่างที่ 2 ที่ว่านี่ก็คือเรื่องการสมัครม.ที่ญี่ปุ่นนี่แหละครับ พอดีเก็บกดกับ GMAT มามากเลยเผลอเมาท์ซะมันส์ เมาท์เสร็จก็ลืมอีกเรื่องไปเลย 5555 อีกเรื่องที่ว่าก็คือการเขียนเรียงความหรือ Essay ที่ต้องส่งให้มหาลัยน่ะแหละครับ แล้วเนื่องจากเป็นผู้สมัครต่างชาติด้วย ทำให้จำนวนที่ต้องเขียนเยอะขึ้นหนักกว่าเดิม จริงๆก็คิดว่าเบๆ สบายมาก กว่าจะจบ BBA มาได้นี่เขียนไปมาจะเป็นพันหน้าแล้ว แต่ไปๆมาๆไม่เป็นอย่างงั้นเลย พอดีเอสเสที่ส่งสมัคร ป.โท มันไม่ได้มีเกรด ไม่ได้มีสอบซ่อม ไม่ได้มีไถ่ถามอจ.ได้นี่สิ มันมีแต่ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” กลายเป็นว่ากดดันโคตรๆเลย กว่าจะเขียนเสร็จแต่ละแผ่น ย้ำแล้วย้ำอีก แก้แล้วแก้อีก แถมส่งให้เพื่อนเช็คอีกตะหาก ไปๆมาๆกว่าจะได้แต่ละหน้านี่ล่อไปไม่ต่ำกว่า 2 ชม. สรุปคือเหนื่อยโคตรๆครับ ของ IUJ ที่สมัครก่อนไปนี่ให้เขียน 2 ชุด 3หน้าก็ล่อไปทั้งวันแล้ว พอมานั่งเหลือบไปมองใบสมัครของวาเซดะแทบทรุด มันขอให้เขียน 5 ชุด (7หน้าโดยประมาณ) กะลอกกรูหมดทั้งเปลือกเลยใช่ไม๊ \=[]=/ แต่สุดท้ายก็เขียนไปแต่โดยดี กว่าจะเสร็จนี่เหนื่อยสุดๆ OTL

บ่นเสร็จไปอีกครั้ง เพราะฉะนั้นเข้าเรื่องต่อ :p

วันที่ 4 Silent Hill เอ้ย... ฮาโกเน่

จากโรงแรมในโตเกียว คราวนี้เราก็ออกเดินทางโดยรถบัสตั้งแต่เช้าเลยครับ เพื่อมายังฮาโกเน่ สาเหตุที่เรียกว่า Silent Hill ก็เพราะว่าระหว่างทางมีแวะดูบ่อน้ำพุร้อนแถวๆตีนภูเขาไฟฟูจิน่ะครับ บรรยากาศแถวนั้นเป็นยังไงก็ดูภาพเอาเลย

ไม่เห็นห่าไรเลยครับ 5555 หมอกลงหนามากๆแถวนั้น คนก็เยอะ รถก็เยอะ ใครขับรถมาแถวนี้ได้นี่ต้องเก่งจริงๆ หมอกที่นี่ก็แปลกอย่างด้วยครับ พอลมพัดมาแรงๆ (ซึ่งเกิดบ่อย เพราะอยู่ยอดเขา) หมอกมันก็หายไปซะงั้นอ่ะ มองขึ้นไปบนฟ้านี่เห็นสายหมอกโดนลมพัดเป็นคลื่นๆเลย แต่พอลมหายหมอกก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง ดีที่ไม่มีมิตินรกเหมือนใน Silent Hill ด้วย ไม่งั้นคงสยองแย่ 555

พอดูบ่อน้ำพุร้อน กินไข่ต้มสีดำกันเสร็จก็นั่งกระเช้าลงเขากันครับ ซึ่งข้างล่างมันเป็นทะเลสาบน่ะ คราวนี้ก็ได้นั่งเรือข้ามฟากไปยังอีกฝั่งของทะเลสาปซึ่งก็คือย่านที่พักในคืนนี้นี่เอง เรือก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ

บนเรือไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่พอขึ้นไปเดินเล่นดาดฟ้าเรือเท่านั้นแหละ หนาวบรรลัย เพราะลมเย็นๆมันพัดผ่านมาแรงมาก ย้ำว่าแรงมากจริงๆ มือถือห้อยอยู่กะข้อมือยังทำท่าจะปลิว ถ่ายรูปก็เป็นไปได้อย่างยากลำบากเพราะผมปลิวมาปัดหน้าจนน่ารำคาญสุดๆ ยิ่งพวกผู้หญิงไม่ต้องพูดถึง (แต่เนื่องจากตอนนั้นใช้กล้องญาติถ่าย ดังนั้นรูปจึงถูกห้ามออกอากาศ เพราะยังไม่ได้ไปขอมา)

พอมาถึงอีกฝั่งคราวนี้ก็แวะไปดูด่านตรวจคนเข้าเมืองสมัยก่อน ถ้าผมจำไม่ผิดเค้าบอกว่าสมัยก่อนคนจะมาเมืองหลวง (เอโดะหรือเกียวโตนี่แหละ) จะต้องมาผ่านด่านตรวจที่นี่ก่อนเสมอน่ะครับ ที่ด่านเค้าก็ทำเป็นด่านกับตึกจำลองขึ้นมาให้คนได้เข้าไปดู ไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไหร่ครับ ดังนั้น โปรยภาพตามระเบียบ 5555

อ้อใช่ มีเนินสูงๆที่ข้างบนเป็นหอคอยตรวจการณ์ด้วยน่ะครับ กว่าจะขึ้นมาถึงทำเอาหอบแฮ่กๆ สูงฉิบหาย บันไดขั้นแรกๆมันทำให้เราตายใจครับ ธรรมดาและไม่ยาวเท่าไหร่ แต่ครึ่งหลังนี่สิ ทั้งยาวทั้งชันมากๆ ไม่รู้จงใจทำมาแกล้งคนขึ้นรึเปล่า - -“

ขาเดินกลับไปรถบัสสังเกตเห็นดอกไม้สวยๆต้นนึง ดูแล้วเหมือนตราสัญลักษณ์ของหน่วย 5 ในเรื่องบลีชเลยครับ น่าจะเป็นดอกเดียวกันมั้ง พอถึงรถบัสปุ๊บก็ตรงดิ่งขึ้นเขาไปยังโรงแรมเลยครับ คราวนี้เป็นโรงแรมแบบเรียวคังหรือแบบสไตล์ญี่ปุ่นน่ะ ห้องกว้างขวางมาก ต่างกับโรงแรมธุรกิจในเมืองราวฟ้ากะดิน แถมมีออนเซ็นกลางแจ้งซะด้วย แต่ช่างน่าเสียดายที่แยกชายหญิง ไม่ได้เป็นบ่อรวม เราจึงไม่ได้ลงไปอาบ 55555 ไม่ใช่หรอกครับ พอดีเคยลงออนเซ็นมารอบนึงแล้ว แทบเป็นเบคอนต้มกลางบ่อ อยู่ได้ไม่ถึง 2 นาทีก็ขึ้นแล้ว ไม่ถูกกะน้ำร้อนอย่างรุนแรง รอบนี้จึงต้องขอบายไปอีกเช่นเคย

เย็นมื้อนั้นก็กินเบนโตะสไตล์ญี่ปุ่นครับ อาหารทะเลเยอะมาก ทุกคนแฮปปี้ ยกเว้น....... ผม T^T เนื่องจากอาหารทะเลชนิดเดียวที่กินได้คือปลา.... อย่างอื่นบริจาคทำบุญทำทานหมด มื้อนั้นจึงปิดท้ายด้วยมาม่าในห้องตัวเอง ฮือๆๆๆ T^T

คืนนี้ก่อนนอนก็มีเปิดวงไพ่ครับ เล่นกันขำๆ ตาละบาท ผมเป็นเจ้ามือตามระเบียบ (เลือดพ่อตกไม่ไกลต้นเลยซักนิด) แล้วก็กินเรียบตามระเบียบด้วยเช่นกัน แต่กินแทบตายเพิ่งจะได้โค้กกระป๋องครึ่ง - -“ ไม่มีภาพมายืนยันเหตุการณ์นะครับ เดี๋ยวโดนซิว เอิ๊กๆๆ

วันที่ 5 ทาคายาม่า

วันนี้นี่แทบไม่มีอะไรให้เล่าเลยแฮะ เพราะเสียเวลากับการนั่งรถ ไม่ว่าจะรถไฟหรือรถบัสอะไรก็ตาม ล่อไปซะเกือบทั้งวัน เริ่มจากรถบัสกลับลงมายังสถานีรถไฟเพื่อขึ้นชินคังเซ็นก่อน รถบัสก็ราวๆชม.นึง ชินคังเซ็นก็อีกเกือบ 2 ชม. พอถึงสถานีไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว แต่มันเป็นกลางทางน่ะ ก็ขึ้นรถไฟ Limited Express อีก 3 ชม. เป็นวันที่เสียเวลาบนเบาะรถนานสุดๆ หลับจนไม่รู้จะหลับท่าไหนแล้ว (เหมือนมีให้หลับได้หลายท่า นั่งอยู่บนรถไฟ T-T) ขนาดซื้อจัมพ์มาอ่านในรถไฟยังไม่สามารถช่วยบรรเทาความเซ็งได้แม้แต่นิด ข้าวเที่ยงก็กินข้าวกล่องบนรถไฟครับ และแล้วเมื่อผ่านไปเกือบทั้งวัน ในที่สุดเราก็ถึงเมืองทาคายาม่า \ToT/

เนื่องจากลืมถ่ายภาพเมืองนี้ตอนมาถึงเพราะฉะนั้นช่วยจินตนาการตามไปก่อนนะครับ เหอๆๆๆ พอลงมาถึงแล้วเราก็ได้รับรู้ทันทีว่าเป็นเมืองบ้านนอกมากๆพะยะค่ะ สถานีรถไฟขนาดย่อมเยา น่ารักกุ๊กกิ๊กแบบเดินไม่กี่ก้าวก็ออกจากสถานีแล้ว พอเอาข้าวของเข้าไปเก็บในโรงแรม นั่งพักได้ซักแปป ก็ออกมาเดินในเมืองกัน เป็นเมืองชนบทเล็กๆที่เจริญแล้วจริงๆครับ ฟังดูบ้านนอกมากแต่เทคโนโลยีเค้าไม่ได้บ้านนอกตามซักนิดเลย อะไรในเมืองหลวงมี เค้าก็มีหมดนะ (ยกเว้นอากิฮาบาร่า เมดคาเฟ่ มังกะคาเฟ่ อาเขตเซนเตอร์ และโอตาคุสถานอีกหลายๆอย่าง 5555) ดูภาพประกอบได้เลยครับ

เป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบ น่าอยู่ไปอีกแบบครับ ถนนหนทางก็เล็กตามไปด้วย ขนาดถนนสายหลักของเมืองยังแค่ 3 เลนส์เอง

ทาโกะยากิน่าแด๊กส์มาก และแล้วก็ไม่พลาด..... (อย่าสงสัยครับ ผมกินทาโกะยากินี่คือ ควักปลาหมึกออกแล้วซักแต่แป้งเลย แป้งเค้าอร่อยจริงๆนะ T^T)

ไทยากิก็น่ากิน.... แต่เจี๊ยะทาโกะฯไปแล้ว ขอบายละกัน T-T /

แม่น้ำที่คั่นกลางเมืองครับ

ศาลเจ้าเล็กๆ มีร้านขายของที่ระลึกอยู่ข้างๆด้วย

ส่วนมื้อเย็นวันนี้กินที่โรงแรมครับ กินสุกี้ยากี้กัน แต่ละคนมีหม้อเป็นของตัวเองเลย ขอบอกว่าอร่อยมากกกก >o< เติมเนื้อไป 2 จานเลย ดีใจจัง ได้กินเต็มอิ่มแล้ว (หลังจากเจอซีฟู้ดไปหลายยก)

คืนนี้ก็ปิดท้ายด้วยวงไพ่เช่นเคย ลูกมือทั้งหลายก็เสร็จกระผมอีกเช่นเคย โดนทุกรูปแบบทั้งสี ทั้งเรียง ทั้งตอง แต่กินได้หยุมๆหยิมๆเหลือเกิน เล่นไป 2 ชม.เพิ่งจะได้ 300 กว่าเยน เอาวะ น้ำอีก 2 กระป๋อง

วันที่ 6 หมู่บ้านชิราคาว่า

วันนี้ไปหมู่บ้านชิราคาว่าซึ่งเป็นอีก 1 มรดกโลกด้วย ตื่นเช้ามาก็นั่งรถบัสตรงไปยังหมู่บ้านเลย ใช้เวลาประมาณชม.ครึ่ง ระหว่างทางก็เป็นวิวแบบบ้านนอกๆ มีแม่น้ำคั่นเยอะ บ้านก็มีทั้งแบบสมัยใหม่และสมัยเก่าสับๆกันไป รู้สึกดีไปอีกแบบครับ นั่งมองจนเคลิ้มมมมมม แล้วก็หลับตามเคย.....

พอมาถึงหมู่บ้านชิราคาว่าแล้ว รถบัสเราก็จอดตรงจุด Tourist Site ก่อนซึ่งจะอยู่บนยอดเขา เห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านอย่างชัดเจน ตอนลงมาถึงนี่ทึ่งมาก เพราะรถทัวร์จอดเรียงกันเพียบ!!! คนมาดูกันเยอะมาก!!! วัยรุ่นทั้งนั้น!!! แต่รุ่นสงครามโลก!!! กรุ๊ปเราที่มีรุ่นพ่อรุ่นแม่เต็มไปหมดยังอ่อนไปเลย

มองดูจากข้างบนนี่คลาสสิคมากเลยครับ เหมือนวิวแนวที่เรามักจะเห็นในการ์ตูนหรือพวกนิตยสารอะไรพวกนี้บ่อยๆ หมู่บ้านนี้ก็เป็นหมู่บ้านเดียวที่ยังคงการใช้ชีวิตและรูปแบบการกินอยู่แบบสมัยเก่าไว้น่ะครับ ทำให้ถูกขึ้นชื่อเป็นอีก 1 มรดกโลกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ถ่ายกับลูกพี่ลูกน้องที่มาครั้งนี้ด้วย

พอชมวิวถ่ายรูปเสร็จก็นั่งรถลงมาเดินชมในหมู่บ้านมั่งครับ ซึ่งที่แรกที่เราแวะไปก็คือบ้านตัวอย่าง (ชมอย่างเดียว แต่ไม่ขาย) ชื่อวาดะ ซึ่งข้างหน้าก็มีบ่อปลาคาร์พแบบโบราณอยู่ เห็นอย่างงี้แล้วก็คิดว่าปลาคาร์พบ้านเค้าก็ไม่ต่างไปจากปลาหมอบ้านเราเลย ส่วนปลาคาร์พที่นี่ก็เหมือนที่อื่นๆเลยครับ ไม่กลัวคนซักกะนิด

ในบ้านวาดะนี่ก็เป็นเหมือนตัวอย่างการใช้ชีวิตของหมู่บ้านนี้น่ะครับ ชั้น 1 ก็จะเป็นห้องโถง กับห้องนั่งเล่น และหิ้งพระขนาดใหญ่ มีเตาอุ่นข้าว/น้ำแบบโบราณอยู่ด้วย เพิ่งเคยเห็นของจริงเป็นๆเลยนะเนี่ย

พอขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งไม่ได้กว้างเหมือนชั้น 1 ก็จะมีแค่ที่เก็บของ

ส่วนชั้น 3 ก็เป็นห้องใต้หลังคาซึ่งเป็นที่เก็บพวกเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างไว้เพียบ จริงๆแล้วยังมีปีนบันไดขึ้นไปได้อีกชั้น แต่ข้างบนก็เป็นชั้นเก็บของอีกชั้นนึงเท่านั้นแหละ

พอเสร็จจากที่นี่ก็เดินดูรอบหมู่บ้านกันต่อ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่มีบ้านหลังนึงเค้าต้องผลัดเปลี่ยนฟางบนหลังคาพอดี เท่าที่จำได้คร่าวๆไกด์ก็บอกว่าหลังคาของบ้านที่นี่จะหนาอย่างต่ำ 80 ซม.และสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่า 150 กิโลเลยครับ ส่วนฟางพวกนี้จะผลัดเปลี่ยนประมาณทุกๆ 2-3 ปี (มั้ง อันนี้ไม่มั่นใจว่าจำถูกเปล่า - -“)

อย่างหนา..... (แบ๊คกราวด์ข้างหลังนั่นน้องชายผมเองครับ ไม่ได้จะร้องไห้อะไรหรอก ท่าทางถ่ายไปโดนเสี้ยววินาทีแห่งความอึ้งทึ่งเสียว 5555)

ระหว่างที่เดินรอบหมู่บ้านนี่ก็จะเห็นรางน้ำยาวตลอดทั้งหมู่บ้านเลยครับ น้ำที่นี่ใสมากครับ แล้วที่แปลกกว่าคือเค้าเลี้ยงปลาไว้ตามรางน้ำนี่ด้วย เท่าที่ผมเห็นก็มีอยู่แค่ 2 สายพันธ์น่ะครับ พวกแรกคือปลาคาร์พน่ะแหละ ส่วนอีกพวกนี่ไม่รู้เลย แต่หน้าตาคล้ายๆปลาแซลมอนจัง ปลาพวกนี้จะว่ายทวนน้ำอยู่ตลอดเวลาน่ะครับ เพราะว่าน้ำในรางก็ไหลแรงอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน แต่ที่ผมสงสัยมากๆก็คือตอนหน้าหนาวที่นี่จะหิมะหนามาก หิมะก็ตกหนักด้วย เลยสงสัยว่าไอ้ปลาพวกนี้จะไปอยู่ไหนนี่สิ - -a

เดินรอบหมู่บ้านดูอะไรหลายๆอย่างได้อีกซักพัก มีแวะซื้อของกันนิดๆหน่อยๆ แล้วก็ไปแวะกินข้าวกันก่อนกลับครับ มื้อนี้ได้แวะที่ร้านชิโรยามะคังซึ่งเป็นร้านแบบกิจการบ้านน่ะครับ หน้าบ้านก็มีเจ้าหมาชิบะนอนเฝ้าอยู่เลยครับ อีหรอบเดิมกะรอบที่แล้วเลย หมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลาย 5555 พอเข้าร้านไปแล้วไม่มีใครออกมาต้อนรับ ไม่ต้องหวังว่าจะมีกระดิ่งเรียกครับ เพราะว่าวิธีเรียกของเค้าคือเอาค้อนที่แขวนอยู่ข้างๆผนังเคาะกับฝาแทน ช่างคลาสสิคเสียนี่กระไร

มื้อนี้เป็นเนื้อปิ้งสไตล์โบราณครับ อร่อยมากกกก เสียดายตรงที่ไม่มีเติม เพราะเค้าเตรียมไว้เท่ากับที่จองไว้เท่านั้น เสียดายๆ T^T

พอรับประทานอาหารเสร็จก็นั่งรถกลับตามระเบียบครับ ก่อนกลับก็ได้แวะทักทายกับสมาชิกครอบครัวของร้านด้วยครับ บ้านนี้มีหลายคนมาก ดูอบอุ่นดีครับ ระหว่างเรากินอาหารกันอยู่ พวกเค้าก็ไปนั่งกินกันในห้องอาหารโต๊ะกลมๆเล็กๆดูทีวีไปด้วยกันทั้งครอบครัว ดูเป็นครอบครัวตัวอย่างแบบสมัยก่อนดีจัง พอพวกเราจะกลับก็มีไปลาถึงรถด้วยครับ น่ารักมาก ^^

(แต่พอมาดูรูปตัวเองนี่ Beauty and the Beast จริง..... OTL)

พอกลับมาถึงเมืองทาคายาม่าอีกครั้งก็มีเวลาเดินรอบเมืองซักพักนึงครับ แล้วก็ไปเอากระเป๋าจากโรงแรมขึ้นรถไฟกลับไปเมืองนาโงย่า เพื่อนั่งชินคังเซ็นต่อไปยังโอซาก้า เมืองสุดท้ายของทริปนี้ครับ (และก็เป็นวันที่นั่งเมื่อยก้นตามเคย) กว่าจะถึงโอซาก้าก็ล่อไปซะ ทุ่มกว่าๆได้ ถึงโรงแรมปุ๊บก็ไม่พูดร่ำทำเพลงอะไรครับ มื้อเย็นก่อนเลย มื้อนี้กินภัตตาคารในโรงแรมเลยน่ะครับ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ (และลืมถ่ายด้วย 5555)

สำหรับเอนทรี่นี้ขอจบไปแค่นี้ก่อนละกันครับ จริงๆอีก 3 วันกว่าๆที่เหลือนี่อยู่แต่ในโอซาก้าตลอดเลยครับ แต่ก็ไปมาหลายที่เหมือนกัน ถ้าเล่ารวมในเอนทรี่นี้อีกเดี๋ยวมันจะล้นทะลักโหลดโหดมหาภัยเกินไป ยังไงก็พบกันใหม่เอนทรี่หน้าละกันครับ หวัดดีครับ ^^ /

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

......ไซเลนท์ฮิลจริงๆ sad smile

สถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้คงไม่ค่อยมีวัยรุ่น(ของจริง)มาเที่ยวมั้งครับ เพราะลองคิดดูจะให้ไปเฮอากับกับเพื่อนในที่สงบแบบนี้คงรู้สึกแปลกๆ sad smile

#1 By SRP on 2008-05-01 23:02

มันผอมลงจริง ๆ ด้วย


แต่อย่างอื่นไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะหัวใจแก่ ๆ

#2 By darkmaster on 2008-05-02 18:41

ได้เข้ามาอ่าน blog คุณเนื่องจากสนใจเรียนที่ IUJ ค่ะจึงอยากขอคำแนะนำ โดยเฉพาะเรื่องการสอบ GMAT เขา Min Required ไว้เท่าไหร่ทราบไหมคะ ได้เรียนเพิ่มที่ไหนหรือเปล่าคะ เพราะว่าได้คะแนนเยอะมาก รบกวนแนะนำด้วยค่ะจะเตรียมไว้สำหรับสมัครปีหน้า

my e-mail is pinjung@gmail.com

#3 By Pin (58.9.40.200) on 2008-05-05 21:22

ส่งเมล์กลับไปเรียบร้อยแล้วครับ ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามมาได้อีกนะครับ พร้อมช่วยเหลือๆ อยากให้คนไปเรียนที่ญี่ปุ่นเยอะๆอยู่และ จะได้มีเพื่อน open-mounthed smile

ส่วนที่ผมสอบ GMAT นี่ไม่ได้คะแนนเยอะมากมายอะไรหรอกครับ คนรู้จักมีได้ 6XX กันเยอะแยะ แต่ยังไงก็พอใจแล้วแหละ คะแนนเท่านี้ wink

#4 By BuGonG on 2008-05-05 23:59